ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต

การรักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุของสิ่งมีชีวิต
โครงสร้างของสิ่งมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากมายมหาศาลมาอยู่ร่วมกันเป็นระบบเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ก็ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่มีความเหมาะสมต่อเซลล์ด้วย ดังนั้นในโครงสร้างร่างกายของสิ่งมีชีวิตจึงจำเป็นต้องมีระบบการรักษาดุลยภาพของสารต่าง ๆ เพื่อช่วยควบคุมปริมาณสารต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสมต่อการทำงานของเซลล์อยู่เสมอ โดยระบบการรักษาดุลยภาพของน้ำและแร่ธาตุของพืช สัตว์ต่าง ๆ รวมถึงมนุษย์จะมีความแตกต่างกันดังนี้
1. การรักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุในพืช
พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยแร่ธาตุและน้ำจากสิ่งแวดล้อม เป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์อาหารด้วยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเพียง 1-2% เท่านั้น ส่วนน้ำที่เหลือประมาณ 98-99% จะถูกขับออกจากต้นพืชด้วยการคายน้ำทางใบ เพื่อให้เกิดแรงดึงจากการคายน้ำทำให้สามารถลำเลียงน้ำจากรากพืชไปสู่ส่วนยอดได้ และยังใช้สำหรับรักษาความสมดุลของระบบต่าง ๆ ในต้นพืช
น้ำส่วนใหญ่ในต้นพืชจะถูกกำจัดออกทางปากใบในรูปของไอน้ำที่ระเหยออกจากปากใบ (stomata) นอกจากนี้บางส่วนอาจสูญเสียออกไปทางผิวใบ ส่วนของลำต้นที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อน ๆ และตามรอยแตกหรือรูเล็ก ๆ ตามลำต้น ในช่วงที่ต้นพืชขาดน้ำ ต้นพืชจะปิดปากใบเพื่อลดการคายน้ำ แต่ยังคงมีการระเหยออกทางผิวใบและรอยแตกตามลำต้น จึงช่วยทำให้ใบและลำต้นพืชไม่ร้อนจัดเกินไป
การควบคุมการคายน้ำที่ปากใบเกิดขึ้นได้เนื่องจากที่บริเวณรอบปากใบจะมีเซลล์คุม (guard cell) ซึ่งเป็นเซลล์ชั้นนอกสุดของผิวใบ (epidermis layer) พบได้ทั้งด้านบนและด้านล่างของใบ โดยด้านล่างของใบจะมีจำนวนเซลล์คุมมากกว่าด้านบนของใบ ภายในเซลล์คุมจะมีคลอโรพลาสต์ มีลักษณะที่แตกต่างจากเซลล์อื่น ๆ บนผิวใบ คือ เซลล์คุมจะมีลักษณะเป็นเซลล์คู่ โดยผนังด้านในของเซลล์คุมจะหนากว่าผนังเซลล์ด้านนอก
การเปิดและปิดปากใบเกิดขึ้นเนื่องจากความเต่งของเซลล์คุม โดยเมื่อในต้นพืชมีน้ำอยู่มาก น้ำจากเซลล์ต่าง ๆ รอบเซลล์คุมจะแพร่เข้าสู่เซลล์คุม ทำให้เซลล์คุมเต่งเนื่องจากมีปริมาณน้ำมาก ผนังของเซลล์คุมจึงยืดออกดึงให้ผนังส่วนที่หนางอตัวแยกออกจากกันส่งผลให้ปากใบเปิดออก
แต่ในกรณีที่ใบต้นพืชขาดแคลนน้ำ น้ำจากเซลล์คุมจะแพร่ออกสู่เซลล์ต่าง ๆ ที่อยู่รอบเซลล์คุม เซลล์คุมจึงหดตัวไม่สามารถดึงผนังส่วนที่หนาแยกออกจากกันได้ ส่งผลให้ปากใบปิดลง นอกจากนี้ยังพบว่า แสง อุณหภูมิและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ก็เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเปิดและปิดปากใบด้วยเช่นกัน
2. การรักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุในสัตว์
สัตว์แต่ละชนิดจะมีกลไกการรักษาดุลยภาพของน้ำในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาวะสมดุลและเหมาะสมต่อการดำรงชีวิต เนื่องจากน้ำในร่างกายของสิ่งมีชีวิตจะมีความสัมพันธ์กับความเข้มข้นของแร่ธาตุ และสารต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำ ดังนั้นการรักษาดุลยภาพของน้ำในร่างกายจึงมีความเกี่ยวข้องกับการรักษาดุลยภาพของเกลือแร่ และสารต่าง ๆ ในร่างกายด้วยเช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของแร่ธาตุและสารต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงดุลยภาพในการลำเลียงสารในระดับเซลล์ด้วย ดังนั้น การรักษาดุลยภาพของน้ำและแร่ธาตุในสิ่งมีชีวิต จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยในสัตว์บางชนิดอาจจะมีระบบการรักษาดุลยภาพของน้ำและแร่ธาตุในร่างกายที่แตกต่างกันได้ ดังนี้
1) สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว หรือโพรโทซัวที่อาศัยในน้ำจืด ได้แก่ อะมีบา พารามีเซียม เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างภายในเซลล์ที่ไม่ซับซ้อน จะใช้วิธีการรักษาปรับสมดุลของน้ำและของเสียที่เกิดขึ้นในเซลล์ เช่น แอมโมเนียและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โดยการแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปสู่สิ่งแวดล้อมโดยตรง นอกจากนี้ภายในเซลล์ยังมีโครงสร้างที่เรียกว่า คอนแทรกไทล์ แวคิวโอล (contractile vacuole) ซึ่งมีหน้าที่กำจัดสารละลายของเสียและน้ำออกสู่ภายนอกเซลล์ด้วยวิธีการลำเลียงแบบ เอกโซไซโทซิส ทำให้สามารถรักษาดุลยภาพของน้ำไว้ได้ และยังเป็นการช่วยปัองกันไม่ให้เซลล์เต่งหรือบวมมากจนเกินไป
2) สัตว์ปีก นกหลายชนิดจะมีขนปกคลุม เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำเนื่องจากความร้อน และยังมีระบบการรักษาดุลยภาพของน้ำด้วยการขับออกในรูปปัสสาวะนอกจากนี้ยังพบว่านกทะเลที่กินพืชหรือสัตว์ทะเลเป็นอาหาร จะมีอวัยวะที่ทำหน้าที่กำจัดแร่ธาตุหรือเกลือส่วนเกินออกไปจากร่างกาย เรียกว่า ต่อมเกลือ (salt gland) ซึ่งอยู่บริเวณหัวและจมูก โดยแร่ธาตุและเกลือจะถูกกำจัดออกในรูปของน้ำเกลือ วิธีการรักษาสมดุลเช่นนี้ จึงทำให้นกทะเลต่าง ๆ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แม้จะบริโภคอาหารที่มีแร่ธาตุและเกลือสูงเป็นประจำ
3) สัตว์บก สัตว์บกจะได้รับน้ำจากการดื่มน้ำ และจากน้ำที่เป็นส่วนประกอบในอาหาร เช่น ในพืชผัก ผลไม้ ตลอดจนน้ำที่อยู่ในเนื้อสัตว์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังได้รับน้ำจากกระบวนการย่อยสลายสารอาหาร ตลอดจนการเผาผลาญสารอาหาร หากร่างกายได้รับปริมาณมากเกินไป ร่างกายจะกำจัดน้ำส่วนเกินออกในรูปของเหงื่อ ไอน้ำในลมหายใจ ปัสสาวะ และอุจจาระ โดยมีไตเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของน้ำ และแร่ธาตุในร่างกาย
4) สัตว์น้ำเค็ม จะมีวิธีการควบคุมสมดุลน้ำและแร่ธาตุในร่างกายที่แตกต่างไปจากสัตว์บก เนื่องจากสัตว์น้ำเค็มจะต้องมีการปรับความเข้มข้นของเกลือแร่ในร่างกายให้ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อม เรียกระดับความเข้มข้นเกลือแร่ภายในร่างกายให้ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมว่า ไอโซทอนิก (isotonic) ซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายกับสภาพแวดล้อมมีความสมดุลกันจึงไม่มีการสูญเสียน้ำหรือรับน้ำเข้าสู่ร่างกาย โดยสัตว์น้ำเค็มแต่ละชนิดจะมีกลไกในการรักษาดุลยภาพที่แตกต่างกัน ดังนี้
ในปลากระดูกอ่อน เช่น ปลาฉลาม จะมีระบบการรักษาสมดุลโดยการพัฒนาให้มียูเรียสะสมในกระแสเลือดในปริมาณสูง จนมีความเข้มข้นใกล้เคียงกับน้ำทะเลจึงไม่มีการรับน้ำเพิ่มหรือสูญเสียน้ำไปโดยไม่จำเป็น
ส่วนในปลากระดูกแข็งจะมีเกล็ดตามลำตัว เพื่อใช้ป้องกันการสูญเสียน้ำภายในร่างกายออกสู่สภาพแวดล้อมเนื่องจากสภาพแวดล้อมมีความเข้มข้นของสารละลายมากกว่าในร่างกาย และมีการขับเกลือแร่ออกทางทวารหนัก และในลักษณะปัสสาวะที่มีความเข้มข้นสูงและมีกลุ่มเซลล์ที่เหงือกทำหน้าที่ลำเลียงแร่ธาตุออกนอกร่างกายด้วยวิธีการลำเลียงแบบใช้พลังงาน
5) สัตว์น้ำจืด ระบบการรักษาดุลยภาพของสัตว์น้ำจืดมีความแตกต่างจากสัตว์น้ำเค็ม เนื่องจากสัตว์น้ำจืดอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความเข้มของสารละลายต่ำกว่าภายในร่างกาย ทำให้น้ำจากภายนอกร่างกายสามารถออสโมซิสเข้าสู่ภายในร่างกายได้มาก ปลาน้ำจืดจึงต้องมีผิวหนังและเกล็ดป้องกันการซึมเข้าของน้ำ มีการขับปัสสาวะบ่อยและเจือจาง และมีอวัยวะพิเศษที่เหงือกคอยดูดเกลือแร่ที่จำเป็นคืนสู่ร่างกาย

ที่มาและได้รับอนุญาตจาก :
ดร.ฤทธิ์ วัฒนชัยยิ่งเจริญ . ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมสิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต . พิมพ์ครั้งที่ 1 . กรุงเทพ ฯ : อักษรเจริญทัศน์ .
การรักษาดุลยภาพของพืช

ส่วนของพืชที่คายน้ำ

การคายน้ำเป็นการสูญเสียน้ำของพืชในรูปของไอน้ำโดยวิธีการแพร่ ร้อยละ 95 ของน้ำที่พืชดูดเข้ามาจะสูญเสียไปโดย การคายน้ำ การคายน้ำในพืชเกิดขึ้นที่ปากใบ ( stoma ) ผิวใบ ( leaf surface ) และช่องอากาศ ( lenticel ) ประมาณกันว่า 80-90% ของการคายน้ำเกิดขึ้นที่ปากใบ

ปากใบของพืชประกอบด้วยช่งเล็กๆ ในเนื้อเยื่อชั้นแรกสุดของใบ ในแต่ละช่องล้อมรอบด้วยเซลล์คุม ( guard cell ) เป็นคู่ๆ มีรูแร่างคล้ายเมล์ดถั่วแดงประกบกัน ปากใบของพืชจะพบที่ด้านท้องของใบ ( ด้านล่างของใบที่ไม่ได้รับแสง ) มากกว่าด้านบนของใบ

ปากใบของพืช

การปิดเปิดของปากใบ

การเปิดของปากใบขึ้นอยู่กับความเต่งของเซลล์คุม ในช่วงเวลากลางวัน เซลล์คุมซึ่งมีคลอโรพลาสต์อยู่ภายใน จะมีกระบวน การสังเคราะห์แสงเกิดขึ้น ทำให้ภายในเซลล์คุมมีระดับน้ำตาลสูงขึ้น น้ำจากเซลล์ใกล้เคียงจะเกิดการออสโมซิสผ่านเข้า เซลล์คุม ทำให้เซลล์คุมอยู่ในสภาพเต่ง ปากใบจึงเปิด ทำให้เกิดช่องว่างตรงกลางซึ่งพืชสามารถคายน้ำออกมาทางปากใบ และเมื่อระดับน้ำตาลลดลงเนื่องจากไม่มีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง น้ำก็จะออสโมซิสออกจากเซลล์คุม หรือระดับที่พืช สูญเสียน้ำมาก จะทำให้เซลล์คุมมีลักษณัลีบลง ปากใบจึงปิด การปิดเปิดของปากใบพืชมีผลต่อการคายน้ำของพืช ปากใบจึง เปรียบเสมือนประตูควบคุมปริมาณน้ำภายในต้นพืช

ปากใบของพืชเปิด-ปิด

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคายน้ำ

1.) แสงสว่าง ถ้ามีความเข้มข้นแสงมาก ปากใบจะเปิดได้กว้าง พืชจะคายน้ำได้มาก

2.) อุณหภูมิ เป็นปัจจัยทือิทธิพลควบคู่กับแสงสว่างเสมอ ถ้าอุณหภูมิในบรรยากาศสูง พืชจะคายน้ำได้มากและรวดเร็ว

3.) ความชื้นในบรรยากาศ ถ้าบรรยากาศมีความชื้นสูงจะคายน้ำได้น้อย พืชบางชนิดจะกำจัดน้ำออกมาในรูปของหยดน้ำ ทางรูเปิดเล็กๆ ตามรูเปิดของเส้นใบ เรียกว่า การคายน้ำเป็นหยดหรือ กัตเตชัน ( guttation ) และถ้าในบรรยากาศมี ความชื้นน้อย พืชจะคายน้ำได้มากและรวดเร็ว

การคายน้ำ

4.) ลม ลมจะพัดพาเอาความชื้นของพืชไปที่อื่น เป็นสาเหตุให้พืชสูญเสียน้ำมากขึ้น ในภาวะที่ลมสงบไอน้ำที่ระเหยออกไปจะ คงอยูในบรรยากาศใกล้ๆ ใบ บรรยากาศจึงมีความชื้นสูงพืชจะคายน้ำได้ลดลง แต่ถ้าลมพัดแรงมากพืชจะปิดหรือหร่แคบลง มีผลทำให้การคายน้ำลดลง

5.) ปริมาณน้ำในดิน ถ้าสภาพดินขาดน้ำ หรือปริมาณน้ำในดินน้อย พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้เพียงพอ ปากใบของพืชจะปิด หรือแคบหรี่ลง มีผลทำให้การคายน้ำลดลง

6.) โครงสร้างของใบ ตำแหน่ง จำนวน และการกระจายของปากใบ รวมถึงความหนาของคิวมิเคิล ( สารเคลือบผิวใบ ) ลักษณะเหล่านี้มีผลต่อการคายน้ำของพืช

การรักษาดุลยภาพของสัตว์

ปลาน้ำจืด จึงพยายามไม่ดื่มน้ำและไม่ให้น้ำซึมเข้าทางผิวหนังหรือเกล็ด แต่ปลายังมีบริเซณที่น้ำสามารถ ซึมเข้า ไปได้ คือ บริเวณเหงือกซึ่งสัมผัสกับน้ำตลอดเวลา ดังนั้นปลาจึงต้องขับน้ำออกทางไตเป็นน้ำปัสสาวะ ซึ่งเจือจาง และมี ปริมาณมาก และปลาจะมีเซลล์สำหรับดูดซับเกลือ ( salt absorbing cells ) อยู่ที่เยื่อบุผิวของเหงือก ซึงจะ ดูดซับเอาไอออนของเกลือจากน้ำเข้าไปในเลือด ซึ่งจะเป็นการทดแทนเกลือแร่ที่สูญเสียไปจากการแพร่ออก

ส่วนปลาทะเลจะมีลักษณะตรงข้าม คือ ปริมาณน้ำภายในร่างกายเจือจางกว่าน้ำภายนอกร่างกาย เมื่อกินอาหารจึง กินน้ำทะเลเข้าไปด้วย ทำให้มีเกลือแร่ในร่างกายมาก ดังนั้นเกล็ดและผิวหนังแทนที่จะป้องกันการซึมของน้ำกลับ ป้องกันเกลือแร่จากน้ำทะเลซึมเข้าสู่ร่างกาย ส่วนเหงือกจะทำหน้าที่ขับเกลือที่มากเกินความจำเป็นออกจากตัวด้วย กระบวนการแอกทีฟทรานสปอร์ต ส่วนเกลือแร่ที่ติดกับอาหารเข้าไปด้วยจะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ในขณะย่อย อาหาร จึงออกนอกร่างกายทางอุจจาระ ปลาบางพวกมีการปรับตัวและมีวิวัฒนาการเกี่ยวกับต่อมเกลือ (salt gland) ได้ดี จึงสามารถอยู่ได้ทั้งในน้ำทะเล น้ำกร่อย และน้ำจืด เช่น ปลาหมอเทศ ในขณะที่ปลาส่วนใหญ่ถ้าเปลี่ยนน้ำก็ อาจตายได้

ในสัตว์พวกที่มีแหล่งหากินในทะเลแต่ไม่ได้อาศัยอยู่ในทะเล จะมีต่อมขจัดเกลือออกจากร่างกาย เช่น พวกนกทะเล จะมีต่อมเกลือ ( salt gland ) อยู่บริเวณเหนือตาทั้งสองข้าง เป้นต้น

ต่อมเกลือ ( salt gland ) ในนกทะเล
SlideShare. Present yourself. Home Go Pro Channels Events Browse Upload ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต11 month ago Email Favorite
Favorited ×
Download Embed More…
Embed this presentation
Copy the code below and paste it into your website. Customize Without related content

For WordPress.com blogs
Close
We have emailed the verification/download link to “”.
Login to your email and click the link to download the file directly.

To request the link at a different email address, update it here. Close
Validation messages. Success message. Fail message.
Check your bulk/spam folders if you can’t find our mail.

Loading…

Flash Player 9 (or above) is needed to view presentations.
We have detected that you do not have it on your computer. To install it, go here.
Do you like this presentation?

No comments yetPost a comment

Login or Signup to post a comment Email:
Subscribe to comments Unsubscribe from comments

Edit your comment Cancel Notes on slide 1
ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต1 – Presentation Transcript
บทที่ 2 ดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนต้องการที่ดำรงชีวิตของตนเองให้สามารถอยู่รอดได้ ดังนั้นจึงต้องมีกลไกในการรักษาดุลยภาพของร่างกายเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ ทว่าร่างกายของสิ่งมีชีวิตมีการจัดระบบลดหลั่นเป็นลำดับขั้นที่ซับซ้อนยิ่งนัก …
การจัดระบบของสิ่งมีชีวิตในระดับจุลภาค สิ่งมีชีวิต ( Organism ) ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบประสาท ระบบสิ่งปกคลุมร่างกาย ระบบกล้ามเนื้อ
ระบบอวัยวะ ( Organ system ) การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของ “อวัยวะ” ( Organ ) หลายชิ้นซึ่งอวัยวะในแต่ระบบอวัยวะจะมีหน้าที่เฉพาะอย่าง
“ ระบบหมุนเวียนโลหิต” ( Circulatory system ) หัวใจ ( อวัยวะ ) หลอดเลือดอาร์เทอรี ( อวัยวะ ) หลอดเลือดเวน ( อวัยวะ )
อวัยวะ ( Organ ) การทำงานร่วมกันของ “เนื้อเยื่อ” ( Tissue ) โดยจะทำงานในหน้าที่เฉพาะอย่างของอวัยวะนั้นๆ
“ หลอดเลือดอาร์เทอรี” ( Artery ) เนื้อเยื่อบุผิวหลอดเลือด เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อเรียบ โลหิต
เนื้อเยื่อ ( Tissue ) การทำงานร่วมกันของ “เซลล์” ( Cell ) โดยจะทำงานในหน้าที่เฉพาะอย่างของเนื้อเยื่อชนิดนั้นๆ
เซลล์เบโซฟิล เซลล์อีโอซิโนฟิล เซลล์นิวโทรฟิล เซลล์ลิมโฟไซต์ เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์โมโนไซต์ “ โลหิต” ( Blood )
เซลล์ ( Cell ) เป็นองค์ประกอบที่เล็กที่สุดที่มีสมบัติของสิ่งมีชีวิตครบทุกประการ “เซลล์” มาจากคำในภาษาละตินว่า “เซลลัส” ( Cellus ) ที่แปลว่า “ห้องขนาดเล็ก” ผู้ค้นพบเซลล์คือ “ โรเบิร์ต ฮุก” ( Robert Hooke ) ซึ่งค้นพบจากเซลล์คอร์กในจุกปิดขวดไวน์
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องประกอบด้วยเซลล์ ซึ่งเซลล์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดหรือแต่ละส่วนของร่างกายสิ่งมีชีวิตอาจมีรูปร่างและขนาดที่แตกต่างกันไป
องค์ประกอบของเซลล์ “ เซลล์” ( Cell ) สิ่งที่ห่อหุ้มเซลล์ โปรโตพลาซึม ( Protoplasm ) ผนังเซลล์ ( Cell wall ) เยื่อหุ้มเซลล์ ( Cell membrane ) นิวเคลียส ( Nucleus ) ไซโตพลาซึม ( Cytoplasm ) ออร์กาเนลส์ ( Organelle ) ไซโตซอล ( Cytosol )
1. เยื่อหุ้มเซลล์ ( Cell membrane ) เป็นองค์ประกอบของเซลล์ที่ พบในเซลล์ทุกชนิด ประกอบด้วยสารประเภท “ฟอสโฟลิพิด” ( Phospholipid ) เรียงต่อโมเลกุลกันเป็น 2 ชั้น มีสารโคเลสเตอรอล , คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนแทรกอยู่เป็นระยะๆ
เยื่อหุ้มเซลล์มีสมบัติเป็น “เยื่อเลือกผ่าน” โดยสารบางอย่างสามารถผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ ซึ่งมักเป็นสารที่มีขนาดโมเลกุลเล็ก เช่น ก๊าซต่างๆ และวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ เป็นขอบเขตของเซลล์ อีกด้วย
2. ผนังเซลล์ ( Cell wall ) เป็นองค์ประกอบของเซลล์ที่ พบในเซลล์พืช , เซลล์สาหร่าย , เซลล์เชื้อรา และเซลล์แบคทีเรียบางชนิด โดยทำหน้าที่ เป็นเกราะที่ให้ความแข็งแรงแก่เซลล์ และ ป้องกันไม่ให้สารผ่านเข้าสู่เซลล์โดยง่าย
- ผนังเซลล์ของเซลล์พืชและเซลล์สาหร่ายจะประกอบด้วยสาร “เซลลูโลส” ( Cellulose ) เป็นหลัก และมีช่องทางให้สารผ่านเข้า – ออกได้ คือ “พลาสโมเดสมาตา” ( Plasmodesmata ) – ผนังเซลล์ของเซลล์เชื้อราจะประกอบด้วยสาร “ไคติน” ( Chitin ) และ “ไกลแคน” ( Glycan ) ที่เป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรต
- ผนังเซลล์ของเซลล์แบคทีเรียแต่ละชนิดจะมีโครงสร้างที่ต่างกันไป เช่น แบคทีเรียแกรมบวกจะมีสาร “เปปทิโดไกลแคน” ( Peptidoglycan ) ค่อนข้างหนา ส่วน แบคทีเรียแกรมลบจะมีสารเปปทิโดไกลแคนน้อยกว่ามากและมีสาร “ไลโปโพลีแซคคาไรด์” ( Lipopolysaccharide ) แทรกอยู่
3. นิวเคลียส ( Nucleus ) เป็นองค์ประกอบของเซลล์ที่ พบในเซลล์สัตว์ , เซลล์พืช , เซลล์สาหร่าย , เซลล์โปรโตซัว และเซลล์เชื้อรา นิวเคลียสมีบทบาทเสมือน เป็นศูนย์กลางการทำงานของเซลล์ แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่บริเวณใจกลางของเซลล์เสมอไป – มีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายคลึงกับเยื่อหุ้มเซลล์
- ภายในนิวเคลียสจะบรรจุ “สารพันธุกรรม” ชนิดที่เรียกว่า “กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก” ( Deoxyribonucleic acid หรือ DNA ) และโปรตีนฮิสโตนจนเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า “โครมาติน” ( Chromatin ) – บางบริเวณของนิวเคลียสจะมี สีที่เข้มกว่าปกติ เมื่อผ่านการย้อมสีซึ่งมีสารพันธุกรรม “กรดไรโบนิวคลีอิก” ( Ribonucleic acid ) อยู่ด้วย เรียกว่า “นิวคลีโอลัส” ( Nucleolus )
- เซลล์ใดก็ตามที่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียสทำให้เกิดเป็นบริเวณของนิวเคลียสชัดเจนในเซลล์ เรียกเซลล์นั้นว่า “เซลล์ยูคารีโอต” ( Eukaryotic cell ) แต่ถ้า เซลล์ใดไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียสเซลล์นั้นจะเรียกว่า “เซลล์โปรคารีโอต” ( Prokaryotic cell ) เช่น เซลล์แบคทีเรียและเซลล์สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: